DUBAI... When Ambition Runs High

×

Error message

  • Notice: Undefined property: view::$exposed_input in views_plugin_display_attachment->attach_to() (line 245 of /var/www/html/sites/all/modules/views/plugins/views_plugin_display_attachment.inc).
  • Notice: Undefined property: view::$exposed_input in views_plugin_display_attachment->attach_to() (line 245 of /var/www/html/sites/all/modules/views/plugins/views_plugin_display_attachment.inc).
DUBAI... When Ambition Runs High
POSTED BY admin | Monday, October 30, 2017 - 16:06

      อดีตหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ บนชายฝั่งอ่าวเปอร์เซีย สามารถสร้างอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวให้ชาวโลกอยากรู้อยากเห็น เอาชนะทุกข้อด้อยทางภูมิศาสตร์อย่างไม่ยอมท้อถอย จนกลายเป็นจุดหมายที่เหล่านักท่องโลกต้องมาดูด้วยตาตัวเอง ดูไบเป็นหนึ่งในเรื่องราวน่าตื่นเต้นที่สุดทางเศรษฐกิจและความผันผวนของศตวรรษที่ 21

      เครื่องแอร์บัส A380 ของสายการบินเอมิเรตส์ ผู้ให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศรายใหญ่ที่สุดของโลก พาบินตรงจากกรุงเทพฯ มายังดูไบ ความสะดวกสบายภายใต้เทคโนโลยีทันสมัยในทุกระดับชั้นผู้โดยสาร สะท้อนหน้าตาภาพลักษณ์ของดูไบได้ดีเยี่ยม ในฐานะมหานคร ที่ครอบครองสถิติระดับโลกไว้มากมาย ที่ซึ่งมีแดดยามเช้าให้นอนอาบริมหาดทราย มีหิมะให้เล่นสกียามบ่ายและมีอูฐให้ขี่กลางทะเลทรายในยามเย็น มีที่ไหนในโลกทำได้บ้าง?

     เทศกาลอาหารเป็นกลยุทธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยวของนานาประเทศที่ยังคงใช้ได้ดีเสมอ Dubai Food Festival (www.dubaifoodfestival.com) เทศกาลอาหารประจำปีจัดใหญ่ทั่วทั้งเมืองตลอดเดือนกุมภาพันธ์ ช่วงเวลาที่สภาพอากาศเป็นใจไม่ร้อนเกิน เพื่อกระตุ้นความหลากหลายทางวัฒนธรรมการครัวของประชากรกว่า 200 เชื้อชาติซึ่งอาศัยอยู่ในดูไบให้เป็นที่รู้จัก ไล่ตั้งแต่ตำรับอาหารพื้นบ้านเอมิเรตส์เรื่อยไปถึงนานาสารพัดชาติ จากภัตตาคารชั้นเลิศประดับดาวยันร้านอาหารและคาเฟ่ในทุกงบประมาณ แยกย่อยออกเป็นงานต่างๆ อีกนับสิบ ที่ถูกอกถูกใจดั่งสวรรค์ของนักชิมทุกเพศวัยที่สุดคืองาน Dubai Food Carnival (www.dubaifoodcarnival.com) จัดขึ้นริมฝั่งน้ำ ณ Dubai International Marine Club งานออกบูธของเหล่าร้านอาหารดังในเมืองร่วม 90 ราย มีเชฟดังระดับดาวมิชลินบินตรงมาร่วมสร้างสีสันกับหลากกิจกรรม ทั้งสอนทำอาหารและแข่งขันทำอาหาร มีการแสดงดนตรีและดีเจขับกล่อมบรรยากาศให้เพลิดเพลินเจริญอาหาร อิ่มอร่อยกันทั้งครอบครัว 

      โอกาสที่จะได้ยืนอยู่เหนือพื้นดินบนความสูงสี่ร้อยกว่าเมตรไม่ได้เกิดขึ้นทุกวันในชีวิต ยกเว้นว่าคุณใช้ชีวิตกินอยู่ที่ดูไบ หลังจากคว้าตำแหน่งตึกระฟ้าสูงที่สุดในโลกไปเมื่อเดือนมกราคม ปี 2010 ด้วยความสูง 828 เมตร ตึก Burj Khalifa (บุรจญ์เคาะลีฟะฮ์ www.burjkhalifa.ae) ภายใต้สถาปัตยกรรมแบบนีโอ-ฟิวเจอริสม์ (Neo-futurism) แรงบันดาลใจจากรูปทรงดอกไม้ทะเลทรายผสานกับหอคอยสุเหร่าทรงก้นหอย ยังสะสมสถิติระดับโลกไว้อีกหลายแขนง ให้สมกับเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีความสูงที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยสร้างบนโลกใบนี้ เช่น สิ่งปลูกสร้างที่ติดตั้งลิฟต์ไว้สูงที่สุดในโลก อาคารที่พักอาศัยสูงที่สุดในโลก อาคารที่มีจำนวนชั้นมากที่สุดถึง 163 ชั้น และ Outdoor Observation Deck หรือชั้นสังเกตการณ์กลางแจ้งสูงที่สุดในโลก ณ At The Top ชั้น 148 บนความสูง 555 เมตรจากพื้นดิน เผยทิวทัศน์มหานครดูไบที่กำลังเจริญเติบโตกลางทะเลทรายอย่างบ้าคลั่ง เห็นไกลไปถึงเกาะ The Palm Jumeirah และ The World สองโครงการสุดโต่งในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งขนทรายลายร้อยล้านลูกบาศก์เมตรมาถมทะเลสร้างเป็นหมู่เกาะฝีมือมนุษย์ 

      เดิมใช้ชื่อว่า Burj Dubai แปลเป็นไทยได้ว่า หอคอยดูไบ ครั้นพอเปิดตึกอย่างเป็นทางการก็เปลี่ยนชื่อเป็น Burj Khalifa เป็นเกียรติแก่ ชีกห์ เคาะลีฟะฮ์ บิน ซายิด อัลนะฮ์ยาน (Sheikh Khalifa bin Zayed Al Nahyan) เจ้าผู้ครองนครอาบูดาบี (Abu Dhabi) เมืองหลวงของประเทศ และประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เจ้าหนี้รายใหญ่ที่ยอมให้ดูไบกู้เงินมหาศาลมาปลดหนี้กับธนาคารกลางสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และสานฝันบรรดาอภิมหาโครงการยักษ์ใหญ่ให้เป็นจริง โครงการเสียดฟ้านี้ก็เช่นกัน ภายในมีทั้งส่วนห้องชุดพักอาศัย ไนต์คลับและห้องอาหารสูงที่สุดในโลก รวมถึงโรงแรม Armani ออกแบบและตกแต่งภายในโดย จิออร์จิโอ อาร์มานี่ (Giorgio Armani) ดีไซเนอร์แฟชั่นชื่อก้องชาวอิตาเลียน เพราะความสูงของอาคารเกือบกิโลเมตร จึงมองเห็นดวงอาทิตย์ได้ยาวนานกว่าตอนอยู่บนพื้นดิน ผู้พักอาศัยตั้งแต่ชั้นที่ 150 ขึ้นไป จำต้องกินอาหารมื้อแรกหลังตะวันลับฟ้าในช่วงถือศีลอด เดือนรอมะฎอน (Ramadan) ช้ากว่าชาวบ้านเดินถนนดูไบ ความรวยช่วยอะไรไม่ได้จริงๆ 

      Burj Khalifa เป็นส่วนหนึ่งของ The Dubai Mall (www.thedubaimall.com) ศูนย์การค้าที่...เอิ่ม.... ใหญ่ที่สุดในโลก! มีร้านค้ากว่า 1,200 ร้าน บนเนื้อที่ขนาด 502,000 ตารางเมตร เจ้าของสถิติจุดหมายช็อปปิ้งและสันทนาการที่มีผู้มาเยือนมากที่สุดในโลก ด้วยตัวเลข 65 ล้านคนในปี 2012 มากกว่าจำนวนนักท่องเที่ยว 52 ล้านคนที่ไปเยือนมหานครนิวยอร์กปีเดียวกันเสียอีก ปี 2014 ยอดพุ่งกระฉูดถึง 80 ล้านคน ตื่นตากับอดีตแผงตู้ปลาอะไครลิคใหญ่ที่สุดของโลก ขนาดกว้าง 32.88 เมตร สูง 8.3 เมตร หนา 750 มิลลิเมตร ณ Dubai Aquarium & Underwater Zoo (www.thedubaiaquarium.com) เพิ่งเสียตำแหน่งแชมป์ให้กับ S.E.A Aquarium ที่สิงคโปร์ และ Chime-Long Ocean Kingdom ในประเทศจีน มีสัตว์น้ำให้ศึกษาพาเพลินถึง 85 ชนิด กว่า 33,000 ตัว อาทิ ปลาปิรันยา ปลาดุกยักษ์ นาก จระเข้แอฟริกา เพนกวิน ปลาสิงโต ปูแมงมุมยักษ์ ฯลฯ ฉลามและกระเบนร่วม 400 ตัว ว่ายเวียนโฉบเฉี่ยวไปมาล่อตาให้กดชัตเตอร์กล้องตาม 

      นั่งเรือล่องทะเลสาบมนุษย์ประดิษฐ์ Burj Khalifa Lake ใจกลาง Downtown Dubai อภิมหาโครงการอสังหาริมทรัพย์มูลค่า 20 พันล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ขนาด 2 ตารางกิโลเมตร ซึ่งรวมตึก Burj Khalifa และ The Dubai Mall และโครงการย่อยอีกเกือบสิบโครงการไว้ด้วยกันหวังให้เป็นดูไบโฉมใหม่ต่อไปในวันข้างหน้า ลำพังแค่ล่องเรือชมตึกรอบด้านก็ไม่ใคร่จะตื่นเต้นสักเท่าไร กระทั่งเสียงเพลง I Will Always Love You ฉบับวิตนีย์ ฮิวสตัน ดังกระหึ่มขึ้นพร้อมๆ กับมวลน้ำที่ค่อยๆ พวยพุ่งจากผิวน้ำตามท่วงทำนองเพลง พลันทะยานสูงขึ้นไปบนอากาศที่ความสูงกว่า 150 เมตร กลายเป็นน้ำพุเต้นระบำขนาดใหญ่ที่สุดของโลก เรียกกันในนาม The Dubai Fountain อลังการด้วยแสงไฟสว่างไสว 6,600 ดวง และโปรเจ็คเตอร์สีอีก 25 ตัว มาล่องกับแฟนรับรองกอดกันหวานกลมได้อารมณ์โรแมนติกถึงขีดสุด 

      แม้ต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจโลกเมื่อปี 2008 จนอาบูดาบียื่นมือมาโอบอุ้ม แต่ก็ยังถือว่าดูไบเป็นหนึ่งในเมืองที่แพงที่สุดในโลก จากหมู่บ้านชาวประมงในทศวรรษที่ 1820 ผันตัวเป็นเมืองท่าศูนย์กลางการค้าและการส่งออกที่สำคัญช่วงต้นศตวรรษที่ 20 พอขุดพบแหล่งน้ำมันได้เมื่อ ค.ศ. 1966 ก็ยิ่งทำให้ดูไบมั่งมียิ่งขึ้น ความมั่งคั่งจากการส่งออกน้ำมันซึ่งมีอยู่น้อยนิด เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านชาติตะวันออกหรือกับอาบูดาบีเอง นานวันเข้าก็คงหดหายไปตามปริมาณน้ำมันที่เอาเข้าจริงในปัจจุบันไม่มีเหลือแล้ว ดูไบจึงนำเงินที่ได้จากการค้าน้ำมันไปลงทุน ก่อตั้งสำนักงานการลงทุน ที่ใดผลตอบแทนสูงก็ไปลงไว้ให้หมด เอาเงินต่อเงินกันไปเรื่อยๆ ให้เศรษฐกิจและการค้าทำรายได้แทนน้ำมัน รวมถึงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และการท่องเที่ยว ทั้งยังสร้างเขตเศรษฐกิจเสรีไม่ต้องเสียภาษี ให้ผลประโยชน์และสิทธิพิเศษมากมายแก่คนต่างชาติที่เข้าไปทำงาน เป็นเหตุให้ดูไบมีประชากรหลากเชื้อชาติอย่างที่บอกไว้ตอนต้น ทว่าจากจำนวนประชากรร่วม 2 ล้านคน มีชาวเอมิเรตส์อาศัยอยู่เพียง 17 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น น้อยกว่าชาวอินเดียและปากีสถานซะอีก ซึ่งมีประมาณชาติละ 30 เปอร์เซ็นต์ ธนาคารชาติตะวันตกมากมายหันมาตั้งสำนักงานกันที่นี่ ดูไบกลายศูนย์กลางทางการเงินแห่งใหม่ของตะวันออกกลางแทนกรุงเบรุต ประเทศเลบานอน ด้วยเสียสถานะไปจากผลของสงครามกลางเมือง 

      ดูไบตั้งมั่นให้ตัวเองเป็นจุดหมายสำหรับครอบครัว ก่อนที่ Dubailand (www.dubailand.ae) มหึมาโครงการเพื่อการพักผ่อน กีฬาและบันเทิง ขนาด 278 ตารางกิโลเมตร จะแล้วเสร็จในปี 2020 ดูไบมี Ski Dubai (www.theplaymania.com/skidubai) เรียกน้ำย่อยไปพลางๆ ยวนใจคนรักกีฬาและกิจกรรมในฤดูหนาวให้มาวาดลีลากันภายใต้อุณหภูมิ -4 องศาเซลเซียส ณ Mall of the Emirates (www.malloftheemirates.com) ศูนย์การค้าใหญ่ยักษ์ที่เสียตำแห่งที่สุดในโลกให้กับ The Dubai Mall ไป ท่ามกลางสภาพอากาศอันร้อนระอุของดูไบช่วยให้ตัดสินใจเข้าไปใช้บริการได้ไม่ยาก ท้าทายด้วยลานสกีในร่มพร้อมพื้นลาดเอียง 5 จุด ตลอดความสูง 85 เมตร ต่อติดกันเป็นลานหิมะขนาด 3,000 ตารางเมตร สนุกไปกับกิจกรรมแก้หนาวมากมายไม่รู้เบื่อ เมื่อต้นปี 2012 ได้ฝูงเพนกวิน 20 ตัวจากโครงการเพาะพันธุ์ของสวนน้ำ SeaWorld ในรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา มาประจำเป็นเจ้าบ้าน เรียกกันว่า Snow Penguins at Ski Dubai (www.skidubaipenguins.com) เป็นแหล่งศึกษาให้ความรู้ชีวิตนกเพนกวิน เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวเข้าไปสัมผัสแตะเนื้อต้องตัวได้อย่างปลอดภัยทั้งนกและคนดู มิวายที่องค์กรเพื่อสิทธิสัตว์ People for the Ethical Treatment of Animals หรือ PETA ออกมาวิจารณ์ว่าบรรดานกเพนกวินที่ได้มานั้นเพียงเพื่อหวังผลกำไร “หากพวกเขาใส่ใจดูแลเกี่ยวกับนกเพนกวินจริงๆ ละก็ เขาจะปล่อยพวกมันไว้อย่างนั้น ไม่ไปยุ่งเกี่ยวพวกมัน” คนเรามีปากเอาไว้พูดและสมองเอาไว้คิดน่ะนะ  

     ตลาดทุกแห่งในโลก บอกเล่าวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในท้องที่ได้อย่างดี นั่งเรือแอบร่า (Abra) เรือโดยสารข้ามคลองดูไบ (Dubai Creek) ไปแป๊บเดียวก็ถึงตลาดเครื่องเทศ (Spice Souk) และตลาดทองคำ (Gold Souk) สองจุดหมายที่กลิ่นอายจากอดีตยังคงหอมฟุ้ง สารพัดเครื่องเทศและเครื่องหอมส่งกลิ่นจรุงไปทั่วตลาด ยี่หร่าเอย กำยานเอย กระวานเอย สมุนไพรที่ใช้ปรุงอาหารอาหรับและเอเชียใต้เอย ฯลฯ ส่วนตลาดทองคำคือผลพวงจากนโยบายการค้าเสรี ซึ่งสนับสนุนให้พ่อค้าจากอินเดียและอิหร่านเข้ามาจับจองที่ทางร้านค้าในทศวรรษที่ 1940 จนทุกวันนี้มีมากกว่า 300 ร้าน เป็นตลาดค้าทองรูปพรรณขนาดใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง สร้อยคอ กำไล แหวน เพชร ไพลิน ทับทิม มรกต มีหมดทุกรูปแบบทั้งของเก่า ของใหม่ วูบวาบละลานตา ยอดซื้อขายทองคำทั้งหมดในปี 2013 มูลค่า 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา รวมน้ำหนักได้ 2,250 ตัน หรือเท่ากับ 2,250,000 กิโลกรัม หนักมากกว่าช้างแอฟริกันตัวผู้ 354 ตัวรวมกัน โดยเทียบจากขนาดน้ำหนักที่หนักสุดตัวละ 6,350 กิโลกรัม! เผื่อใครนึกภาพไม่ออก 

      นับแต่ปี 2010 มีโรงแรมเปิดใหม่ผุดขึ้นในดูไบร่วม 30 โรง ส่วนใหญ่เป็นโรงแรมหรูหรา 5 ดาวแทบทั้งสิ้น ที่โดดเด่นได้หน้ากว่าใครคือ JW Marriott Marquis Dubai (www.marriott.com) ด้วยตำแหน่งอาคารโรงแรมที่สูงที่สุดของโลกที่ 355 เมตร อย่าสับสนกับสถิติที่ The Ritz-Carlton ฮ่องกงทำไว้กับตำแหน่งโรงแรมที่อยู่สูงที่สุดในโลก เพราะตลอดทั้งตึกแฝดขนาด 72 ชั้น จำนวน 1,608 ห้องพัก อันได้แรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากต้นปาล์ม เป็นของ JW Marriott Marquis Dubai แต่ผู้เดียว ไม่มีสำนักงานอื่นใดร่วมใช้พื้นที่ 14 ห้องอาหารและบาร์ให้เลือกอิ่มหนำสำราญพุง ฝรั่งเศส อิตาเลียน อินเดีย ญี่ปุ่น ไทย อเมริกาใต้ ยันสเต็กเฮาส์ขึ้นชื่อ ใครต้องจริตโรงแรมบูทีคเช็คอินที่ Manzil Downtown Dubai หรือไม่ก็ Vida Downtown Dubai (www.vida-hotels.com) สองโรงแรมใหม่ในเครือเดียวกันและอยู่ย่าน Downtown Dubai ใกล้ๆ กัน เดินเท้าไป The Dubai Mall ได้สะดวก ตกแต่งเรียบง่าย แต่งานดีมีลีลาในรายละเอียด ห้องอาหาร The Courtyard ของ Manzil เสิร์ฟอาหารเมดิเตอร์เรเนียน มีเลานจ์รับลมกลางแจ้งน่านั่งหย่อนกายสูบชิช่า ฟังเพลงเฮาส์จังหวะดียามค่ำคืน แหล่งรวมคนเก๋ยอดนิยมในดูไบ ใส่ไว้ในรายการห้ามพลาดได้เลย หาโอกาสไปจิบชาหรือกินอาหารมื้อเลิศสักมื้อที่ Burj Al Arab (www.burj-al-arab.com) อัครมหาโรงแรมหรูระยับ หนึ่งในสัญลักษณ์ของดูไบที่ทั่วโลกจดจำ เว้นเสียแต่ว่าคุณเป็นแขกเข้าพักจ่ายค่าห้องเริ่มต้นที่คืนละพันกว่าดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ไปชมความเวอร์วังความรวยไม่เคยปราณีใคร ตั้งเด่นเป็นสง่าใกล้ชายหาดจูเมราฮ์ (Jumeirah) บนเกาะเทียมแห่งแรกของดูไบ ตกแต่งภายในภายใต้แนวคิดธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ตลอดห้องพัก 202 ห้อง เป็นห้องสวีทสองชั้นทั้งหมด ประหนึ่งห้องบรรทมในปราสาทราชวัง ประดับตกแต่งด้วยหินอ่อน กำมะหยี่เนื้อดีและแผ่นทองคำ 24 กะรัต รวมพื้นที่ถมทองทั้งสิ้นประมาณ 1,790 ตารางเมตร! 

      จากผลสำรวจจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวโดย Master Card ปี 2015 ดูไบมีนักท่องเที่ยวมาเยือน 14.26 ล้านคน เป็นอันดับที่ 4 ของโลก รองจากลอนดอน กรุงเทพฯ และปารีส ไม่เลวเลยสำหรับเมืองที่ไม่เคยลดละความทะเยอทะยานต่อความเป็นที่สุด เป้าหมายต่อไปคือทำยอดนักท่องเที่ยวให้ถึง 20 ล้านคน ภายในปี 2020 รับงานมหกรรมโลก World Expo 2020 ซึ่งตัวเองเป็นเจ้าภาพ ถึงเวลานั้นเราชาวโลกอาจได้เห็นเมืองที่ควบคุมสภาพอากาศใต้โดมกระจกขนาด 4.45 ตารางกิโลเมตร ใหญ่กว่าประเทศโมนาโก 2 เท่าครึ่ง มีทางเดินปรับอากาศริมทะเลเชื่อมต่อจุดพักผ่อนต่างๆ ทั่วเมือง ทั้งหมดอยู่ในแผนพัฒนาที่สักวันจะกลายเป็นจริง
“Dubai dares to dream big and then turns that dream into reality” 

Getting There

สายการบินเอมิเรตส์ได้ให้บริการเที่ยวบิน กรุงเทพฯ – ดูไบ ด้วยเครื่องบินแอร์บัส A380 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.emirates.com/th

#Asia #MiddleEast #UnitedArabEmirates #Dubai #TravelIdeas

ABOUT THE AUTHOR
POSTED BY admin | Monday, October 30, 2017 - 16:06
PLAN YOUR TRIP
DEALS & BOOKING
1

Comments

COMMENTS
ADD A COMMENT
Image CAPTCHA
RELATED FEED
POSTED BY Web admin | Monday, December 25, 2017 - 09:49
‘นิยามความสุขที่แท้จริง’ กับ โปรเจกต์แฟลกชิพ “THE FORESTIAS” ครั้งแรกของโลก
LEAVE A COMMENT
POSTED BY Web admin | Tuesday, March 20, 2018 - 13:49
เหล่าเซเลบริตี้หนุ่มร่วมฉลองเปิด “Barbersmith” (บาร์เบอร์สมิธ)
LEAVE A COMMENT
POSTED BY Web admin | Tuesday, April 10, 2018 - 05:11
Best 13 Places You Must To Visit in Netherlands
LEAVE A COMMENT