Tales from Kiribati : The End

×

Error message

  • Notice: Undefined property: view::$exposed_input in views_plugin_display_attachment->attach_to() (line 230 of /var/www/html/sites/all/modules/views/plugins/views_plugin_display_attachment.inc).
  • Notice: Undefined property: view::$exposed_input in views_plugin_display_attachment->attach_to() (line 230 of /var/www/html/sites/all/modules/views/plugins/views_plugin_display_attachment.inc).
Tales from Kiribati : The End
POSTED BY travelbaradmin | Monday, October 30, 2017 - 15:07

         ....สิ่งที่ผมไม่เคยพลาดตลอดเวลา 4 วันที่อยู่ที่ตาบน เต เกเก้ โฮมสเตย์ คือ ตื่นเช้ามาเฝ้าพระอาทิตย์ขึ้น กับหยุดทำทุกสิ่งทุกอย่าง เฝ้ารอดูแสงสุดท้ายของวัน นอนบนสะพานไม้ดูดาวนับล้านดวงที่เผยตัวออกมายามค่ำคืน แถมบางคืนยังตื่นมานั่งงัวเงียดูพระจันทร์สะท้อนลงน้ำทะเล คิริบาสอยู่กลางมหาสมุทรแปซิฟิกไกลแสนไกล ปราศจากไฟหรือแสงวิทยาศาสตร์ใดๆ มารบกวน.... ท้องฟ้าที่นี่จึงสุกสว่างกว่าที่ไหนๆ สวยอย่าบอกใคร

 

ปรากฎการณ์เขินกล้อง

         “พี่ครับ...หาปลาอะไร” ผมจู่โจมถามขณะที่พี่ชายชาวอิคิริบาสกำลังหาปลา พี่ชายหันมาทำท่าตกใจ “อ้อ...หาไปเรื่อยๆ ปลาเล็กปลาน้อย” พี่ชายตอบเป็นภาษาอังกฤษ ชาวอิคิริบาสพูดอังกฤษกันได้เป็นส่วนใหญ่ความที่เคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษมาก่อน “ให้ผมช่วยไหม?” ผมยื้อ “จะช่วยอะไร.....ช่วยถ่ายรูปละกัน ฮ่า ฮ่า ฮ่า” พี่ชายตอบพร้อมยิ้มโชว์ฟันขาว แต่พอผมกดชัตเตอร์กลับทำหน้านิ่งเพราะ “ก็...มันทำหน้าไม่ถูกน่ะ” อ้าว!!! ผมพบว่าปรากฎการณ์ “เขินกล้อง” เป็นของหายากบนแผ่นดินนี้ และมีเกิดขึ้นกับผมเพียงครั้งนี้ครั้งเดียว เพราะตลอดเวลาที่เหลือ ผมแทบถ่ายรูปชาวอิคิริบาสไม่ทัน ทุกคนพร้อมเป็นนายแบบ-นางแบบให้ผมกันหมด

 

ลานอเนกประสงค์

          ที่หมู่บ้านทางเหนือของตาระวายังมีวิถีชีวิตที่เงียบ สงบ และง่าย ลานบ้านเป็นเหมือนลานอเนกประสงค์ มีไว้รองรับกิจกรรมมากมาย ไว้ซักผ้าในกะละมังด้วยสบู่ มีไว้นึ่งสาเกเพราะชาวอิคิริบาสบริโภคสาเกกันเป็นอาหารหลัก ใช้นึ่งแล้วกินกับอาหารอย่างเช่น แกงกะหรี่ มีไว้ปั้นแป้งก้อนกลมๆ เสียบไม้ ทอดจนกรอบนอกนุ่มใน เป็นโดนัทแบบฉบับอิคิริบาส มีไว้เจียวน้ำมันหมูเพราะ “มันใช้ทำอาหารได้อร่อยกว่าน้ำมันอื่นๆ เลยนะพ่อหนุ่ม” หากถามกลับว่ากลัวอ้วนกันบ้างไหม? คำตอบคือ “ฉันไม่แคร์”

สารพัดกิจกรรมเกิดขึ้นบนลานดิน ทำให้ลานโล่งๆ เหล่านี้เป็นลานที่มีชีวิตชีวาเสมอ

 

สัตว์เลี้ยงหลังบ้าน

         ที่เรือนไม้หลังคามุงจากแสนธรรมดานั้น....ผมพบว่ามันไม่ธรรมดาครับ

         วันหนึ่งผมเดินเล่นลึกเข้าไปในหมู่บ้านทางเหนือของตาระวา ถนนดินพาผมรอดใต้แนวไม้ใหญ่ร่มครึ้มจนพาไปหยุดที่เรือนไม้หลังคามุงจากพร้อมบ่อซีเมนต์จำนวนหนึ่ง ในนั้นมีหอยมีเสือตั้งแต่ขนาดใหญ่ยักษ์จนเล็กจิ๋ว หลากสีสวยสดเหมือนดงดอกไม้ใต้น้ำทะเลใส แล้วผมก็เพิ่งทราบว่าสัตว์เลี้ยงหลังบ้านของชาวตาระวาเหล่านี้ เป็นสินค้าส่งออกที่ไปประดับอยู่ในตู้อะควาเรี่ยมขึ้นชื่อทั่วโลก

 

พ่อค้าแม่ขายในตาระวา

         ที่ตาระวามีตลาดเล็กๆ ซึ่งมีแผงขายของเล็กๆ น้อยๆ เพียงไม่กี่แผง เพราะส่วนมากเขาขายของกันที่หน้าบ้านของตัวเอง ตลาดจึงไม่คึกคักสักเท่าไหร่ มีแผงปลาสดๆ ทั้งตัวโตตัวเล็ก หรือปลาแปลกๆ อย่างปลาบินที่เห็นชาวบ้านนิยมเอามารมควันกินเป็นอาหาร ผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวมีเยอะ ตั้งแต่มะพร้าวสด มะพร้าวเผา น้ำหวานจากดอกมะพร้าว น้ำส้มสายชูสีขาวขุ่นก็หมักจากน้ำมะพร้าว น้ำตาลสีแดงปั้นเป็นก้อนๆ ก็คือน้ำตาลมะพร้าว อีกอย่างคือแผงกล้วยครับ ทั่วเมืองตาระวามีกล้วยแขวนไว้เป็นเครือๆ ให้เด็ดกิน ราคาลูกละ 20 เซ็นต์ (ประมาณ 5 บาท) ถือเป็นอาหารหลักของผมระหว่างท่องเที่ยวอยู่ที่นั่นเพราะถูกและอิ่ม

         เครื่องดื่มชนิดหนึ่งมีวางขายอยู่ทั่วไปเรียกได้ว่าเป็นของยอดฮิต มีสีออกตุ่นๆ เหมือนสีโคลน เห็นคนซื้อดื่มกันเป็นประจำจนผมสงสัยว่ามันคืออะไร พอถามพ่อค้าแม่ขายว่าน้ำอะไร... ได้คำตอบว่าคือน้ำ “มีลู” “ป้าครับ น้ำมีลูนี่คืออะไรครับ ผมเห็นคนซื้อกินกันเยอะแยะเลย ต้องเป็นน้ำยอดฮิตที่นี่แน่ ๆ” ผมเปิดปากถามป้าคนขายในวันหนึ่ง ด้วยความตั้งใจว่าเอาล่ะ....วันนี้ต้องรู้ให้ได้ว่ามันมาจากพืชหญ้าหรือไม้ป่าพันธุ์อะไร “อ๋อ....ใช่ คนชอบมากน้ำมีลูเนี่ย” ป้าตอบ “ทำจากอะไรครับ...อ้อ...แล้วสะกดยังไงด้วยครับ เจ้าน้ำมีลงมีลูเนี่ยครับ” ผมใจเต้นที่จะได้รับคำตอบเสียที “สะกดอย่างนี้นะ.... M-I-L-O จ้ะ...มีลู MILO” คุณป้าเฉลย พร้อมหยิบซองสีเขียวคุ้นตาขึ้นมาโชว์ให้ดู “ขอบคุณมากครับป้า...ฮือ ฮือ ฮือ...”(-_-)’’

         ที่สำคัญ...พ่อค้าแม่ขายทุกคนใจดี ซื้อหรือไม่ซื้อไม่ว่า ทุกคนพร้อมจะส่งยิ้มมาและทักทายว่า “เมารี”

 

เต อู

        เต อู คือกับดักปลาไหล เจาะเป็นรูล่อให้ปลาไหลว่ายเข้าไปติดกับ ด้านในเป็นที่ใส่เหยื่อล่ออย่างกุ้ง ปู หอย ปลาไหลจอมหิวตัวไหนหลงเข้าไปกินก็จะติดอยู่ภายใน ออกไปไหนไม่ได้ “คืนนึงดักได้กี่ตัวครับ” ผมถามคุณลุงเจ้าของเต อู หลังนี้ “บางที 3 บางทีก็ 4 บางทีนู่นนนนน... 6 ตัวเลย... แต่เป็นตัวลูกๆ นะ” คุณลุงตอบ “แต่ไม่ได้ดักทุกวันนะ นาน ๆ ดักที” แล้วไป... ไม่งั้นปลาไหลคงแย่ แล้วคุณลุงก็คงจะเบื่อแย่เหมือนกัน ถ้าต้องทานปลาไหลทุกวัน สำหรับผม เต อู สวยมาก ดูประหนึ่งงานหัตถศิลป์ที่ประดิษฐ์ขึ้นด้วยฝีมืออันประณีต

 

Happy Birthday Kiribati

         สุขสันต์วันเกิดคิริบาส...ปีนี้เป็นปีที่ 36 ที่คิริบาสเป็นอิสรภาพจากการปกครองของอังกฤษ ทุกวันที่ 12 กรกฎาคมของทุกปีจะมีงานเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่กันนานถึง 7 วัน โดยใช้สนามกีฬากลางกรุงตาระวาเป็นศูนย์กลาง พิธีเริ่มแต่เช้าด้วยขบวนสวนสนามของเด็กนักเรียนทุกวัยจากหลากโรงเรียนทั่วประเทศ ต่อด้วยเชิญธงชาติเข้าสู่สนามและขึ้นสู่ยอดเสาพร้อมเสียงเพลงชาติดังกระหึ่ม ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน H.E. Anote Tong เป็นประธานให้โอวาท ที่ผมชอบสุดคือการสวนสนามมายังธงชาติเพื่อกล่าวปฏิญาณคำขวัญของประเทศ 3 ข้อ คือ Te Mauri, Te Araoi, Te Tabomoa ซึ่งแปลว่า แด่สุขภาพ แด่สันติภาพ และแด่ความมั่งคั่ง เด็กๆ ตั้งใจเดินมากและตั้งใจกล่าวคำปฏิญาณมาก...น่ารักสุด ๆ

 

ระบำรำฟ้อน

         สิ่งที่บันเทิงใจมากที่สุดสำหรับผมในช่วงเฉลิมฉลองปีที่ 36 แห่งอิสรภาพของคิริบาสคือ ได้มีโอกาสชมระบำที่เป็นศิลปะท้องถิ่นต่างๆ ของประเทศคิริบาส ระบำเผ่าบอนริกิสร้างความตื่นตาตื่นใจด้วยชุดและหน้ากาก ที่สำคัญ ชายหนุ่มจากเผ่านี้สักหน้าเป็นลวดลายพื้นเมือง ระบำของเกาะจากภาคกลางสร้างความตื่นตาตื่นใจทั้งชุด ทั้งเพลงร้องและจังหวะแสนเร้าใจ มือกับเท้าที่เต้นประสานกันนั้นเลียนแบบท่าทางมาจากการเยื้องย่างของนกท้องถิ่นหลากชนิด อีกระบำจากเกาะภาคกลาง นักแสดงเป็นผู้หญิงใส่กระโปรงสุ่มส่ายไปมาอย่างพลิ้วไหวแต่ทรงพลัง พอพวกเธอเต้นเสร็จ ผมรี่เข้าไปขอดูกระโปรงสุ่ม พบว่ามันหนักมากๆ ส่ายเอวได้พลิ้วขนาดนี้ต้องแข็งแรงสุดๆ

 

มาเนอาบา

          มาเนอาบา สะกดเป็นภาษาอังกฤษได้ทั้ง Maneaba กับ Mwaneaba แต่อ่านออกเสียงอย่างเดียวกัน มาเนอาบาเป็นศูนย์กลางของชุมชนอยู่คู่กับชาวอิคิริบาสมาตลอดและยังคงครองความสำคัญไว้อย่างเหนียวแน่นจนทุกวันนี้

          มาเนอาบาเป็นที่ประกาศข่าวของชุมชน ทั้งข่าวทางราชการหรือข่าวในท้องถิ่น ไม่ว่าจะข่าวดีอย่างใครเกิด ใครแต่งาน ใครมีลูก หรือข่าวร้ายอย่างใครป่วย ครอบครัวไหนสูญเสียใคร เป็นต้น เป็นที่ประชุมของเหล่าแม่ๆ เมียๆ ซึ่งชวนกันมานั่นเย็บ ปัก ถัก ร้อย และทำงานฝีมือไปพร้อมกับซุ่มนินทาสามีและลูกๆ เป็นที่ที่ชายหนุ่มมาเล็งหญิงสาวและหญิงสาวก็มาชำเลืองดูชายหนุ่ม ตั้งอยู่กลางชุมชนทุกระดับอย่างหมู่บ้าน อำเภอ หรือจังหวัด เป็นศาลาเปิดโล่ง ไม่มีหน้าต่างและประตู แขกไปใครมาจากถิ่นอื่นๆ สามารถมานั่งพักหรือนอนงีบเอาแรงสักคืนสองคืนก่อนออกเดินทางต่อได้ แต่เดิมมาเนอาบาสร้างด้วยไม้ มีหลังคามุงจากคลุมและใช้หินก้อนใหญ่ๆ ที่สกัดได้ตามธรรมชาติมารองรับน้ำหนักของศาลาทั้งหลัง โดยไม่จำเป็นต้องใช้ตะปูเลย ใช้เพียงไม้เซาะร่องเข้าขื่อและคาน พันให้แน่นด้วยเชือกทำจากไยต้นมะพร้าวที่มีมากมายบนเกาะ เป็นเชือกที่เหนียวมากๆ มาเนอาบาไม้หลังคามุงจากกำลังถูกแทนที่ด้วยมาเนอาบาพื้นปูนซิเมนต์ หลังคากระเบื้องเคลือบสีเจ็บจี๊ดจ๊าด มีเสาคอนกรีตเสริมเหล็กรับน้ำหนักอย่างดี

แม้ยังเป็นศูนย์รวมชุมชน แต่เสน่ห์เดิมๆ กำลังเหือดหายไป....อย่างน่าใจหาย

 

เหลือไว้เพียงความทรงจำ

           สงครามนองเลือดในนาม The Battle of Tarawa เกิดขึ้นที่หาดเบโซ (Betio) แม้กินเวลาเพียง 4 วัน แต่มีผู้เสียชีวิตมากถึงกว่า 6,000 ราย ในวันที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ. 1943 ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 นาวิกโยธินอเมริกันประจำการรบในมหาสมุทรแปซิฟิกได้ยกพลขึ้นบกที่นี่ เพื่อปราบปรามกองกำลังทหารญี่ปุ่นที่กำลังแผ่อิทธิพลเหนือหมู่เกาะต่างๆ ในภูมิภาคแปซิฟิก สงครามดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและเข้มข้นจนสิ้นสุดลงในวันที่ 23 พฤศจิกายน ผู้พ่ายแพ้คือกองกำลังทหารญี่ปุ่น นำมาซึ่งความสูญเสียฐานที่มั่นในเขตแปซิฟิกในเวลาต่อมา ชาวตาระวาขนานนามหาดเบโซนี้ว่า “หาดเลือด” (Red Beach) และทุกวันนี้ร่องรอยสงครามยังคงปรากฏอยู่ อาวุธยุทโธปกรณ์ที่เคยใช้ในสมัยนั้นยังคงตั้งตระหง่านผ่านกาลเวลาบนหาดเลือดแห่งนี้

 

ส่งท้ายก่อนสลายตัว...

           “วันนี้ไปล่องเรือแคนูกันไหม?” เสียงกระดี๊กระด๊าของเพื่อนร่วมบังกะโลถามขึ้นมา “ไป ไป ไป” ผมรีบตอบรับด้วยอาการลิงโลดเพราะเวลาในคิริบาสเหลือน้อยเต็มที พรุ่งนี้ต้องบินกลับแล้ว โอกาสงามๆ แบบนี้ต้องรีบคว้าไว้โดยพลัน พอได้ยินคำว่า “แคนู” ในใจผมจินตนาการไปถึงเรือพายสีสด คนพายนั่งชิลพายลัดเลาะไปตามริมหาด แต่แคนูวันนี้ไม่ใช่เช่นนั้น มันคือเรือใบแบบอิคิริบาสที่วิ่งฉิวด้วยแรงลมล้วนๆ สู่มหาสมุทรอันกว้างใหญ่ เรียกว่าเรือ “เต วา” (Te Wa)

            เต วา เป็นเรือที่แคบมาก ตรงกราบเรือมีพื้นที่นั่งลงได้แค่ค่อนก้นเท่านั้น ส่วนดีไซน์ก็เหมือนเรือในแถบโพลีนีเชียทั่วไป ตรงกลางลำเรือมีเสากระโดงสูงใหญ่ติดใบไว้กางรับลม ฐานเสามีแผ่นไม้ยื่นออกไปพร้อมท่อนไว้ถ่วงน้ำหนัก หากลมพัดแรงมากๆ ต้องมีคนขึ้นไปนั่งหรือนอนถ่วงบริเวณนี้ให้เกิดสมดุล ไม่อย่างนั้นเรืออาจเอียงคว่ำได้ ผู้ที่เป็นกัปตันเฉพาะกิจให้ผมในวันนั้น มีดีกรีเป็นถึงอดีตแชมป์เรือแคนูของประเทศ นั่นคือคุณลุ งเตกีเนเน่ และคุณลุง ตาโบไก เมื่อเรือเริ่มออกสู่ท้องทะเล จากความเร็ว 4-5 น็อต ค่อยๆ เพิ่มขึ้น เมื่อเรือทรงตัวได้ดีก็เล่นฉิวตัดเกลียวคลื่นสู่ทะเลใหญ่ “ลุงเตกีเนเน่ครับ ลมดีมากเลย เราไปเร็วกว่านี้อีกได้ไหมครับ” ผมถามลุงเตกีเนเน่ “ได้สิ... จับให้ดีนะพ่อหนุ่ม” ลุงเตกีเนเน่ตอบพร้อมเตือน ว่าแล้วความเร็วก็เพิ่มขึ้นอีกเป็นทวีคูณ ผมรู้สึกเหมือนเหาะ ทั้งเสียวทั้งสนุก มือจับกราบเรือจนเกร็ง ท้องน้ำด้านหน้าคือมหาสมุทรแปซิฟิกอันกว้างใหญ่ ประดับประดาไปด้วยเกาะเล็กเกาะน้อยที่รวมตัวขึ้นเป็นประเทศคิริบาส

            ก่อนเดินทางมาที่นี่ ผมได้อ่านข่าวสำคัญข่าวหนึ่ง นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายต่างวิตกกับสถานการณ์ภาวะโลกร้อนที่ส่งผลให้น้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเพิ่มปริมาณสูงขึ้นเรื่อยๆ ประเมินกันว่าอีก 20 – 30 ปี ประเทศเล็กๆ อย่างคิริบาสอาจสาบสูญไปจากแผนที่โลก นั่นหมายถึงว่าประชากรรุ่นลูกรุนหลานอาจต้องย้ายไปเติบโตบนแผ่นดินอื่น ถ้าเป็นเผม ผมยังไม่รู้เลยว่าจะจัดการกับสถานการณ์เยี่ยงนี้อย่างไร หากวันหนึ่งต้องอพยพออกจากแผ่นดินบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง คนที่ตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุดก็คือชาวอิคิริบาส ผู้เป็นเจ้าของประเทศ ผมเลือกถามคำถามนี้กับลุงเตกีเนเน่และลุงตาโบไก “ลุงทราบใช่ไหมครับว่าคิริบาสอาจจะจมหายในอีก 20 -30 ปี” ผมเปิดคำถาม “รู้....เรื่องนี้ได้ยินมานานแล้ว” ลุงทั้งสองท่านตอบ “แล้วลุงคิดว่าจะทำอย่างไรกันต่อไปครับ... โดยเฉพาะชาวอิคิริบาสรุ่นลูก รุ่นหลานของลุง” ผมถามต่อ “God will give us the answer – แล้วพระเจ้าจะประทานคำตอบให้พวกเราเอง.... ทำวันนี้ให้ดีที่สุดก็แล้วกันนะ” ลุงตอบพร้อมรอยยิ้ม... มันเป็นรอยยิ้มของคนที่มีความสุขยิ่งในวันนี้...เวลานี้ และขณะนี้

           เรือแคนูยังวิ่งทะยานไปข้างหน้าบนทะเลสีฟ้าสวยสดใส 7 วันในประเทศชื่อประหลาด ไกลแสนไกลสุดขอบโลก มีเรื่องราวมากมายที่ผมจะไม่มีวันลืม Tiabo….ซาโบ....แล้ววันหนึ่ง เราจะได้เจอกันอีก

 

 

travelbaradmin's picture
ABOUT THE AUTHOR
POSTED BY travelbaradmin | Monday, October 30, 2017 - 15:07
PLAN YOUR TRIP
DEALS & BOOKING
6

Comments

love content
Email: 
kwan.hattaya@gmail.com
COMMENTS
ADD A COMMENT
Image CAPTCHA
RELATED FEED
POSTED BY Web admin | Monday, October 30, 2017 - 14:39
5 Best Places to Visit in Hong Kong
LEAVE A COMMENT
POSTED BY Web admin | Monday, October 30, 2017 - 14:59
Memories in Moorea
LEAVE A COMMENT
POSTED BY travelbaradmin | Monday, October 30, 2017 - 16:01
Tales from Kiribati
LEAVE A COMMENT