Memories in Moorea

×

Error message

  • Notice: Undefined property: view::$exposed_input in views_plugin_display_attachment->attach_to() (line 245 of /var/www/html/sites/all/modules/views/plugins/views_plugin_display_attachment.inc).
  • Notice: Undefined property: view::$exposed_input in views_plugin_display_attachment->attach_to() (line 245 of /var/www/html/sites/all/modules/views/plugins/views_plugin_display_attachment.inc).
Memories in Moorea
POSTED BY Web admin | Monday, October 30, 2017 - 14:59

         เพราะเกาะบอรา บอร่า (Bora Bora) แท้ๆ ที่เป็นต้นเหตุให้จินตนาของฉันถึง เกาะโมรีอา (Moorea) ผิดเพี้ยนไป ก็บอรา บอร่าวางตัวเองไว้บนหิ้งซะสูงส่ง จนเกาะเล็กเกาะน้อยของ เฟรนช์ โพลีนีเซีย (French Polynesia) อีก 100 กว่าเกาะ เลยดูด้อยค่าในสายตานักท่องเกาะไปเลย แต่เพราะเชื่อเสมอว่า แต่ละสถานที่ย่อมมีสิ่งดีงามในแบบฉบับของตัวเองเสมอ คิดได้อย่างนี้ ภาพของเกาะโมรีอาที่รออยู่ข้างหน้าจึงเบ่งบานขึ้นมาชั่วขณะ

 

         ด้วยระยะห่างจากเกาะตาฮิติแค่ 17 กิโลเมตร ทำให้การสัญจรไปหาเกาะโมรีอาทำได้ไม่ยากนัก  จะยากก็ตรงที่เหาะเหินเดินอากาศมาจากบางกอกไปตั้งหลักที่เกาะตาฮิติ (Tahiti) นั่นแหละ  ที่ต้องบินกันหลายตลบหน่อย เพราะตาฮิติทอดตัวอยู่กลางมหาสมุทรแปซิฟิกทางตอนใต้ เมื่อมาถึงตาฮิติ หลายคนจึงเลือกพักผ่อนหย่อนอารมณ์กันที่เมืองปาปิเต้(Papeete) เมืองหลวงของของเฟรนช์โพลีนีเซียกันก่อน

 

         พูดถึงเฟรนช์โพลีนีเซีย ความที่เป็นดินแดนโพ้นทะเลของประเทศฝรั่งเศส ก่อนจะเดินทางมาท่องเที่ยวตามเกาะต่างๆ ของเฟรนช์โพลีนีเซีย ต้องขอวีซ่าที่สถานทูตฝรั่งเศส  ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับนักเดินทางชาวไทย เพราะแค่เตรียมเอกสารทุกอย่างเสมือนไปยื่นขอวีซ่าเชงเก้นแค่นี้ทุกอย่างก็ง่ายดาย  ในเว็บไซต์อาจจะเขียนขู่ไว้ว่าต้องใช้ระยะเวลาในการยื่นขอวีซ่าอย่างน้อย 15 วัน แต่พอเอาเข้าจริงๆ คล้อยหลังสถานทูตแค่วันเดียวก็ได้รับข้อความสั้นจากสถานทูตให้กลับไปรับพาสปอร์ตพร้อมวีซ่าแล้ว 

 

          ยืดสายคลายเส้นกันในปาปิเต้แล้ว เส้นทางสู่เกาะโมรีอาก็อยู่แค่เอื้อม ใครอยากประหยัดเวลาก็มีเที่ยวบินจากปาปิเต้ไปเกาะโมรีอาวันละหลายเที่ยวบิน ความที่ระยะทางสั้นมากจึงใช้เวลาแค่ไม่ถึง 10 นาทีเท่านั้น เรียกว่าเหาะขึ้นได้ปุ๊บก็เตรียมเหาะลงกันเลย ไม่ต้องมีการเสิร์ฟอะไรใดๆ ทั้งสิ้น ส่วนคนมีเวลาเอ้อระเหย กลางเมืองปาปิเต้มีท่าเรือเฟอร์รี่ ที่จะหอบผู้โดยสารไปส่งที่เกาะโมรีอาแทบจะทุกชั่วโมง  ยกเว้นวันอาทิตย์ที่ทุกอย่างจะหยุดเกือบทั้งหมด รวมถึงเรือที่ให้บริการก็น้อยลง เหลือวันละไม่กี่เที่ยว ใครเดินทางตรงกับวันอาทิตย์ก็ต้องบริหารจัดการกันให้ดีเชียว ใช้เวลาสัญจรประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึงเกาะแล้ว สำหรับคนไม่รีบร้อน จะนั่งผึ่งแอร์เย็นๆ ในเรือไปก็ได้ ประเดี๋ยวเดียวก็ถึงเกาะโมรีอาแล้ว ฉันอยากได้ประสบการณ์ 2 แบบ ขาไปวางแผนบินเข้า ขากลับนั่งเรือกลับมาปาปิเต้ จะได้เห็นวิวทั้ง 2 แบบ

 

          เครื่องบินค่อยๆ หย่อนตัวลงแนบมหาสมุทรแปซิฟิกราวกับว่าจะทาบล้อลงบนผืนน้ำด้านล่าง  เห็นแล้วจึงเกิดอาการมวนท้องเบาๆ แต่อาการมวนท้อง คลายได้ด้วยวิวสวยๆ ยามล่องลอยอยู่ในอากาศ  ลากูนสีฟ้าสดที่โอบเกาะทั้งเกาะเอาไว้  น้ำทะเลไล่เฉดกันอย่างมีมิติ แถมยังมีเทือกเขาสีเขียวครึ้มที่ทำให้เกาะโมรีอา ดูงดงามลึกลับอย่างบอกไม่ถูก ว่ากันว่า สาเหตุที่ภูมิทัศน์ของเกาะโมรีอาเป็นภูเขาที่ดูหน้าตาเว้าแหว่ง ก็เพราะในอดีตภูเขาไฟขนาดใหญ่ด้านหนึ่งเกิดการยุบตัวลงในทะเล เป็นเหตุให้เกาะนี้มีทิวเขาเป็นเป็นหุบเหว และหากมองจากด้านบนในมุมที่เห็นทั้งเกาะก็จะเห็นเกาะคล้ายเป็นรูปหัวใจ  ฉันไม่ได้เห็นหัวใจทั้งดวงหรอก เพราะจังหวะที่เครื่องบินค่อยๆ ร่อนลง เห็นเพียงแค่ด้านหนึ่งของเกาะเท่านั้น 

 

         สนามบินประจำเกาะโมรีอาไซส์เดียวกับสนามบินกระบี่ นอกจากเล็กแล้วยังไม่มีระบบสายพานกระเป๋า กระเป๋าทุกใบจะถูกหอบลงจากเครื่องบินมาตั้งที่โถงกลางสนามบิน จากนั้นผู้โดยสารทุกคนต่างแยกย้ายไปตามโรงแรมต่างๆ ที่จับจองมาภายใน 15 นาที ที่นี่จึงเป็นสนามบินสงัดที่สุดแห่งหนึ่งเท่าที่เคยเห็นมา สำหรับคนไม่มีรถโรงแรมมารับ ที่นี่มีรถเมล์สีเหลืองอร่ามคอยรับส่งนักท่องเที่ยว เรียกว่าสะดวกสบายมาก แถมถนนหนทางค่อนข้างดี ซึ่งงานนี้ต้องยกความดีความชอบให้รัฐบาลฝรั่งเศสที่ทุ่มงบประมาณมาเนรมิตถนนรอบเกาะเอาไว้อย่างดี

       

         โรงแรม Hotel Sofitel Moorea Ia Ora Beach Resort ต้อนรับฉันด้วยความหรูหราและความร่มรื่นของทิวมะพร้าว โซฟิเทลเป็นโรงแรมที่บริหารโดย Accor ซึ่งถือว่าเป็นบริษัทบริหารจัดการโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียแปซิฟิกและประเทศไทย ที่นี่มีบ้านพักให้เลือกหลายรูปแบบมาก ไม่ว่าจะเป็นเรือนพักกลางน้ำหรือริมหาดถูกออกแบบให้คนพักรู้สึกพักผ่อนอย่างเบาสบาย ด้วยดีไซน์ภายในห้องในโทนอบอุ่น แค่เอกเขนกจากเตียงนอนก็มองเห็นท้องทะเลได้สบายๆ ถ้าเป็นเรือนพักกลางทะเล ตรงเตียงนอนมีม่านมุ้งที่เติมแต่งให้เรือนพักดูอ่อนหวาน ภายในพื้นบ้าน บางมุมเป็นกระจกใส นั่งมองจากเก้าอี้ลงไปก็เห็นปลาแหวกว่ายได้โดยไม่ต้องขยับตัวลงไปในน้ำ พูดถึงเรือนพักกลางทะเลที่นี่คล้าย มัลดีฟส์ คือมีวอเตอร์บังกะโลแผ่กิ่งก้านไปกลางทะเล มีสะพานไม้เชื่อมเรือนพักแต่ละโซนเอาไว้ เรือนพักแบบนี้จึงเหมาะมากสำหรับคนมาฮันนีมูน เรียกว่าเป็นสัดส่วน แถมวิลล่าแต่ละหลังมีบันไดเดินลงไปเล่นน้ำได้เลย 

 

         ดีที่สุดคือ ด้านหน้าเวิ้งอ่าวของโซฟิเทล มีแนวปะการังที่สวยงามและสมบูรณ์มาก แค่ดำอยู่บนผิวน้ำก็สามารถมองเห็นแนวปะการังอันสมบูรณ์นี้ได้ แขกของโซฟิเทลจึงแทบไม่ต้องขยับตัวไปไหน เพราะแค่แหวกว่ายอยู่หน้าบ้าน ก็ได้ดื่มด่ำกับโลกใต้ทะเลอันน่ามหัศจรรย์กันแล้ว นี่ยังไม่ได้พูดถึงสีสันของน้ำทะเลที่เมื่อไหรที่แดดทาบลงมา จะขับให้น้ำทะเลละแวกนี้เปล่งสีสันของมาอย่างฉูดฉาด บางโซนเป็นสีเทอร์ควอยซ์ บางโซนเป็นสีเขียวสดปลั่ง บางคนบอกว่าดูแล้วไม่เห็นจะต่างกับมัลดีฟส์ฉันนี่เถียงคอเป็นเอ็น เพราะอย่างน้อยเรื่องของแลนด์สเคปของเกาะละแวกนี้ก็ไม่แบนเหมือนมัลดีฟส์ แถมยังมีทิวเขาสูงๆ ให้ปีนป่ายขึ้นไปชมวิวกันด้วย

 

         หลังจากเดินสำรวจอาณาบริเวณภายในโซฟิเทลฯ ฉันจึงพบว่า ด้านหลังของโรงแรมเป็นเนินเขา มีบ้านพักของชาวบ้านตั้งเรียงรายอยู่บนเนินเขา นั่นแสดงว่าต้องมีมุมสูงๆ ที่มองลงมาแล้วเห็นวิวสวยๆ เป็นแน่ ไม่พูดพร่ำทำเพลง คนเท้าไม่อยู่สุขอย่างฉัน  อย่าให้รู้ว่ามุมไหนเป็นจุดชมวิว ฉันพร้อมที่จะพาสองเท้าขึ้นไปสำรวจอย่างไม่รีรอ นอกจากบ้านคนที่ตั้งเลื้อยไล่ไปบนเนินเขาแล้ว ป่าเขาลำเนาไพรแถวนี้ต้นไม้ก็แน่นไม่ใช่น้อย สูดอากาศเข้าไปแต่ละเฮือก ปอดสบายอุรามาก บ้านเรือนแต่ละหลังก็เหมือนสร้างเอาไว้ชมทะเล เรียกว่าใครมีบ้านอยู่แถวนี้ จิบทะเลได้ทั้งวัน

 

        เดินไต่เขาเลาะเลี้ยวบ้านคนขึ้นไปเรื่อยจึงพบว่า ยิ่งสูงก็ยิ่งสวย มองจากมุมสูงเห็นเรือนพักกลางน้ำของโซฟิเทลหลังเท่ากล่องไม้ขีด วางตัวแผ่คลุมบนผืนน้ำสีฟ้าละมุนตา สำหรับคนหิววิว  ขึ้นมาบนนี้รับรองว่าบริโภคกันจุใจแน่ นอกจากวิวทิวทัศน์แล้ว จะเห็นเรือลำเล็กลำน้อยวิ่งเลาะแนวลากูน พานักท่องเที่ยวตระเวนสำรวจโลกใต้น้ำกันแถวนี้ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้มีปลาตัวเล็กตัวน้อยเท่านั้น แต่พวกปลากระเบนก็ถือว่าเป็นนางเอกในละแวกนี้ ยังมีฝูงฉลามที่คอยรับแขกทุกเมื่อเชื่อวัน  

 

       ส่วนใครที่ชอบสำรวจแนวปะการัง รับรองว่ามาเกาะโมรีอาคุณจะต้องร้องว้าว เพราะที่นี่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเกาะที่มีระบบนิเวศของแนวปะการังชายฝั่งที่ว่ากันว่าใหญ่ที่สุดในโลก ไม่ว่าจะชอบดำน้ำลึกหรือดำน้ำตื้น  มาถึงที่นี่แล้ว คนชอบสำรวจโลกใต้น้ำจึงดูมีความสุขพอๆ กับคนควงคู่กันมาฮันนีมูน แถมดีตรงที่ เกาะโมรีอามีสถานที่ที่ให้พวกนักดำน้ำเอาไว้ตั้งแคมป์กันด้วย ว่ากันว่า โมรีอาคือเกาะที่เป็นขวัญใจนักสะพายเป้ เพราะที่บอรา บอร่า เราอาจไม่เห็นภาพของแบคแพคเกอร์ไปเดินกระเตงเป้กัน เนื่องจากทุกอย่างแพงระยับ แต่ที่เกาะโมรีอาพร้อมจะรับขวัญนักสะพายเป้ด้วยแคมป์ที่พักราคาไม่ทำร้ายจิตใจ แบคแพคเกอร์ที่อยากสะพายเป้ท่องเฟรนช์ โพลีนีเซีย จึงมักเลือกเกาะโมรีอาเป็นจุดหมายปลายทางของพวกเขา ตลอดทั้งวันที่นอนผึ่งร่างอยู่บนชายหาดของโซฟิเทลฯ ฉันจึงเห็นแบคแพคเกอร์หลายคู่เดินสะพายเป้ ตัดผ่านหาดของโรงแรมเพื่อไปตั้งแคมป์ที่หาดสาธารณะ

 

       ที่จริงแล้วแทบไม่ต้องเคลื่อนกายออกนอกชายคาโรงแรม เพราะก็มีกิจกรรมให้ทำกันได้อย่างไม่รู้เบื่อ เป็นต้นว่า แพดเดิล บอร์ด เป็นกีฬาทางน้ำที่ได้รับความนิยมอย่างมากในแถบนี้ เรียกว่าคนมาแถวนี้แล้วต้องลองหัดขึ้นไปยืนทรงตัวบนแผ่นกระดาน จะว่าไป ฉันว่าเล่นแพดเดิล บอร์ดก็เหมือนการใช้ชีวิต แค่หาบาลานซ์ให้เจอ อะไรๆ ก็ดูง่ายไปหมด ส่วนใหญ่คนเล่นแพดเดิล บอร์ดจะตื่นเช้ามายืนโคลงเคลงบนเรือ แล้วพายไปเรื่อย เพราะช่วงเช้าคลื่นลมยังไม่แรงเท่าไหร่  จึงง่ายต่อการทรงตัว นอกจากนี้ ยังมีกีฬาทางน้ำให้ประลองฝีมืออีกหลายอย่าง หรือใครชอบกีฬาบนบกก็มีทั้งปิงปอง เปตอง และจักรยานให้ปั่นสำรวจเกาะ ปั่นบนบกดูธรรมดาและง่ายดายเกินไป ที่นี่มีคลาสปั่นจักรยานในน้ำให้บริหารน่องกันด้วย ใครอยากรู้ว่าปั่นจนน่องปูดตูดระบมเป็นแบบไหน ต้องลองดู แต่ถ้าปั่นจนเส้นยึด ก็คงต้องไปยืดสายคลายเส้นกันที่สปา ซึ่งที่นี่มีสปาเอาไว้ให้แขกเหรื่อได้ผ่อนคลายในวันพักผ่อนกัน

 

        นักท่องเที่ยวที่มาเกาะโมรีอา ส่วนใหญ่ถ้าไม่ลงไปสำรวจโลกใต้ทะเล ก็มักนอนผึ่งแดดอยู่บนชายหาด พวกเขาไม่ต้องการอะไรมากนักหรอก แค่หนังสือเล่มโปรด เครื่องดื่มเย็นๆ นอนฟังเสียงคลื่นเคล้ากับเสียงลม  ปล่อยให้แดดเผ็ดๆ ทาบทาลงบนผิว ฉันเห็นหนุ่มสาวหลายคู่ตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นด้วยกัน เป็นความสุขอย่างแรกของวันที่พวกเขาร่วมกันเนรมิตขึ้น นี่ไม่ใช่ที่ที่ดวงตะวันขึ้นสวยที่สุดในโลกหรอก แต่อย่างน้อยก็เป็นโมเมนต์งามๆ หวานๆ ที่ทำให้หลายคู่จดจำไปอีกนาน

 

• จากกรุงเทพบินตรงด้วยสายการบินไทย (www.thaiairways.com) ไปอ็อคแลนด์ก่อนใช้เวลาประมาณ 11 ชั่วโมง จากนั้นบินต่อจากอ็อคแลนด์ไปตาฮิติด้วยสายการบินแอร์ ตาฮิติ (www.airtahitinui.com) หรือแอร์ นิวซีแลนด์ (www.airnewzealand.com) อีกประมาณ 5 ชั่วโมง   

• จากตาฮิติ มีเที่ยวบินไปเกาะโมรีอาวันละหลายไฟลท์  แต่ถ้าไม่รีบร้อน มีเรือให้บริการวันละหลายเที่ยวที่ท่าเรือกลางเมืองปาปิเต้ คลิกไปดูที่ www.aremiti.net  

• เกาะโมรีอาเที่ยวได้เกือบทั้งปี แต่ถ้าไม่อยากเจอฝนตกหนักๆ ก็เลี่ยงช่วงเดือน ธ.ค.- ก.พ. และเวลาที่เหมาะไปเที่ยวคือ พ.ค.-ต.ค. เช็คสภาพอากาศก่อนเดินทางที่ www.weather.com

• สอบถามการทำวีซ่าไปเฟรนช์ โพลีนีเซียได้ที่สถานทูตฝรั่งเศส 

 

Web admin's picture
ABOUT THE AUTHOR
POSTED BY Web admin | Monday, October 30, 2017 - 14:59
PLAN YOUR TRIP
DEALS & BOOKING
339

Comments

COMMENTS
ADD A COMMENT
Image CAPTCHA
RELATED FEED
POSTED BY Web admin | Tuesday, May 15, 2018 - 18:39
Apsley House: English Heritage in the heart of London
LEAVE A COMMENT
POSTED BY Web admin | Sunday, June 17, 2018 - 06:05
เที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ทองผาภูมิ
LEAVE A COMMENT
POSTED BY Web admin | Thursday, November 16, 2017 - 09:15
Trang and surrounding island
LEAVE A COMMENT